วันอังคารที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ เวลา ๐๙.๓๐ น. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)โดยนายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปกท.ทส.) พร้อมด้วยนายพงศ์บุณย์ ปองทอง รอง ปกท.ทส. นายอนันต์ พรหมดนตรี ผู้ช่วย ปกท.ทส. กรมควบคุมมลพิษ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และเจ้าหน้าที่กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สป.ทส. เข้าร่วมประชุมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.)โดยนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมการข้าว และเจ้าหน้าที่สังกัด กษ. ที่เกี่ยวข้อง ในประเด็นความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับแผนการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๑๓๔ - ๑๓๕
ที่ประชุมได้หารือร่วมกันในประเด็นที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องความเห็นของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ครป.ทส.) เมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ดังต่อไปนี้
1. พื้นที่กันชนรอบเขตป่าไม้ และการจัดสรรน้ำให้แก่ประชาชน โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องตรงกันว่า จะต้องนำการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน ๑ : ๔,๐๐๐ มาใช้ประกอบการพิจารณาทำแนวเขตพื้นที่กันชนรอบเขตป่าไม้
2. การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม. (สปก) โดยกรมป่าไม้ยินดีให้การสนับสนุนกล้าไม้ รวมถึงกล้าไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ และเน้นการปลูกพืชที่หลากหลายในพื้นที่มากกว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยว
3. การวางแนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า (ช้างป่า) โดยเห็นควรกำหนดแนวทางการส่งเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยนจากการปลูกพืชเกษตรที่สัตว์ป่าใช้เป็นอาหาร มาเป็นการปลูกไม้เศรษฐกิจแทน และให้ จนท. ทส. ร่วมกับ จนท. กษ. อบรมให้ความรู้ความเข้าใจแก่เกษตรเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาและการรับมือกับสัตว์ป่า ใช้พื้นที่แก่งหางแมว จ.ระยอง เป็นโมเดลในการแก้ไขปัญหา
4. การบังคับใช้กฎหมายการปล่อยมลพิษ ขยะ และน้ำเสียของฟาร์มและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับด้านการเกษตร ซึ่งเจ้าหน้าที่ กษ. ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าพนักงานควบคุมมลพิษตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่จะต้องดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย เกี่ยวกับการปล่อยมลพิษ ขยะ และน้ำเสียอย่างจริงจัง โดยที่ประชุมเห็นพ้องร่วมกันในการจัดทำคู่มือเพื่อดำเนินการ และอบรมให้ความรู้แก้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงการกำหนดการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การบำบัดน้ำเสีย ของเสีย มูลฝอย สิ่งปฏิกูล เข้าเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานการปฏิบัติการทางการเกษตรที่ดี หรือ GAP (Good Agricultural Practice) และการปรับปรุงระบบติดตามและตรวจสอบมลพิษจากการใช้สารเคมีที่เกิดจากสถานประกอบการ ทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรมด้วย
นอกจากนี้ ทส. และ กษ. ยังได้ร่วมกันหารือ พิจารณาแนวทาง และขอรับการสนับสนุนระหว่างทั้งสองหน่วยงานประเด็นต่างๆ ดังนี้
5. พื้นที่ป่าสมบูรณ์ที่ทับซ้อนกับเขตปฏิรูปที่ดิน/แปลงที่ดินที่อยู่นอกเขตปฏิรูปที่ดินและทับซ้อนพื้นที่ป่าอนุรักษ์
6. กรมชลประทานขอใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าเพื่อการชลประทาน โดยขอให้พิจารณาใช้ทางเลือกอื่นๆ แทนการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่อนุรักษ์ เช่น ตัวอย่างการแก้ไขปัญหาเขื่องลำสะพุง ชัยภูมิ เพื่อรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ และการยอมรับของประชาชนในพื้นที่ โดยกำกับพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์มิให้มีการบุกรุกครอบครองด้วย
7. โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน (คทช.) โดยการเร่งรัดส่งเสริมการพัฒนาอาชีพภายใต้โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน
8. การเพาะเลี้ยงปลาในกระชัง และการใช้ความเค็มในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในเขตพื้นที่น้ำจืด
ปัญหาขยะในทะเลจากอุปกรณ์/เครื่องมือจับสัตว์น้ำของชาวประมง
9. ปัญหาหมอกควันไฟป่า ที่เกิดจากการทำเกษตรกรรม
10. การเชื่อมโยงข้อมูลด้านทรัพยากรธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร เพื่อนำไปใช้บริหารจัดการจัดทำนโยบาย มาตรการด้านการเกษตร
11. การขอแก้ไขมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ เกี่ยวกับการจ่ายค่าชดเชยที่ดินให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการฯ
12. การปรับปรุงแนวเขตกันชนระหว่างพื้นที่กรมป่าไม้กับพื้นที่ ส.ป.ก. และพื้นที่ทับซ้อน โดยพื้นที่ป่าที่สมบูรณ์และทับซ้อนกับเขตปฏิรูปที่ดิน ขอให้ ส.ป.ก.
จะตั้งคณะทำงานร่วมสองกระทรวงเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ค้างคาอยู่

